เข้าใจ การสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ในเวลา 30 นาที

 

     เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมปีที่ผ่านมา   ได้มีการจัดสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นขึ้นเป็นครั้งที่ 27  ประเทศไทยมีผู้เข้าสอบจำนวน 16,747 คน นับว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เข้าสอบมากเป็นอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว  ผมจึงคิดว่าคงจะมีผู้อ่านตะวันหลายท่านได้เข้าสอบด้วยเช่นกัน มีการพูดคุยกันว่าในข้อสอบวัดระดับ 1 ข้อสอบข้อสุดท้ายของวิชาการฟังมีการนำเอาอะนิเมะญี่ปุ่นที่พากย์เสียงแบบละครวิทยุมาเป็นโจทย์ด้วย การจัดสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นได้จัดสอบมาเป็นเวลา 26 ปีแล้ว โดยแบ่งออกเป็นระดับ 1 ถึงระดับ 4 และครั้งที่ 27 นี้ได้จัดสอบในรูปแบบเดิมเป็นครั้งสุดท้าย

      ในปีนี้ การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นจะจัดขึ้น 2 ครั้ง คือเดือนกรกฎาคม(จัดสอบเฉพาะกรุงเทพฯ และเชียงใหม่) และเดือนธันวาคม เรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบครั้งใหญ่นั้น ผมคิดว่าคงจะมีผู้ที่ทราบข่าวแล้วเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามทาง Center for Japanese-Language Testing เจแปนฟาวน์เดชั่นฯ ได้จัดทำคู่มือการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่และ ตัวอย่างข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ขึ้นเผยแพร่ทางเว็บไซต์http://www.jlpt.jp/j/about/new-jlpt.html ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นทั่วโลกได้เข้าใจวิธีการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ยังได้นำเสนอรายละเอียดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ในวารสารข่าวตะวัน ฉบับที่ 49 ประจำเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่เมื่อวันสอบใกล้เข้ามา ผมคิดว่าคงมีคนเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาบ้างว่า แล้วต่างกันอย่างไร” “จะเตรียมตัวสอบอย่างไรดี  ดังนั้น ในครั้งนี้ผมจึงขออธิบายเฉพาะประเด็นที่มีการปรับเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ เพื่อให้นักเรียนและครูผู้สอนเข้าใจได้ง่ายขึ้น

 

1.      สอบระดับไหนดี

ข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ (ต่อไปจะเรียกว่า ข้อสอบแบบใหม่) จะเปลี่ยนวิธีการเรียกใหม่ว่า N1-N5 แทนการเรียกระดับ 1-ระดับ 4 ที่ผ่านมาเป็นระบบการสอบแบบ 4 ระดับ แต่จากนี้เป็นต้นไปจะเป็นระบบการสอบแบบ 5 ระดับ นอกจากนี้ยังมี เกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นมาด้วย ขณะที่ในข้อสอบที่ผ่านมา (ต่อไปจะเรียกว่า ข้อสอบแบบเก่า) มีการกำหนดรายละเอียดไว้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระดับ 1 ควรต้องมีความรู้ระดับสูง ด้านไวยากรณ์ คันจิ (ประมาณ 2,000 ตัว) คำศัพท์ (ประมาณ 10,000 คำ) และมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในทักษะรวมที่จำเป็นในการใช้ดำรงชีวิตในสังคม (มีชั่วโมงเรียนภาษาญี่ปุ่นประมาณ 900 ชั่วโมง) แต่ในข้อสอบแบบใหม่จะมีเกณฑ์มาตรฐานที่นำเสนอในรูปทักษะ การอ่าน” “การเขียนหากเปรียบเทียบกับข้อสอบแบบเก่าแล้ว คำอธิบายค่อนข้างเป็นนามธรรม จึงทำให้เข้าใจยากและไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวสอบอย่างไรดี ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกระดับสอบ ให้มองว่าระดับ 4 ของข้อสอบแบบเก่าเท่ากับระดับ N5 ระดับ 3 เท่ากับระดับ N4 ระดับที่อยู่ระหว่างระดับ 3 กับระดับ 2 คือระดับ N3 ระดับ 2 เท่ากับระดับ N2 และระดับ 1 เท่ากับระดับ N1 ดังที่แสดงไว้ในตารางที่ 1 ก็อาจจะได้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกอย่างคือ จะไม่มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ หนังสือเกณฑ์การออกข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น และ หนังสือรวมข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นพร้อมเฉลย เหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าเกณฑ์การแบ่งระดับของข้อสอบแบบใหม่นั้นไม่ได้แตกต่างไปจากเกณฑ์เดิมมากนัก ท่านก็สามารถใช้หนังสือหรือตำราที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้านี้เป็นแนวทางอ้างอิงในการเตรียมตัวสอบข้อสอบแบบใหม่ก็คงจะได้นะครับ ยกเว้นระดับ N1 เท่านั้น ที่แม้จะมีเกณฑ์การสอบผ่านที่เกือบจะไม่แตกต่างจากระดับ 1 ของข้อสอบแบบเก่าเท่าใดนัก แต่ระดับ N1 นี้จะวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับสูงมากกว่าระดับ 1 ของข้อสอบแบบเก่า กล่าวคือ ผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มของระดับ N1 จะมีระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นสูงกว่าผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มของระดับ 1 ของข้อสอบแบบเก่าอยู่เล็กน้อย

 

2.      ต้องระวังเรื่องวิชาสอบและคาบสอบ

 ข้อสอบแบบเก่าจะแบ่งเนื้อหาการสอบออกเป็น 3 ส่วนคือ วิชาตัวอักษรและคำศัพท์ วิชาการฟัง วิชาการอ่านและไวยากรณ์ การสอบทั้ง 3 วิชานี้จะแบ่งคาบสอบแยกกัน คะแนนสอบก็จะแยกตามแต่ละวิชาซึ่งทำให้เข้าใจได้ง่ายว่าในแต่ละวิชาได้คะแนนเท่าไร ส่วนข้อสอบแบบใหม่นั้น การกำหนดส่วนวิชาและคาบเวลาที่ใช้สอบจริงรวมทั้งการระบุคะแนนสอบค่อนข้างจะเข้าใจยาก จึงจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวัง ตามด้านขวาของตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าวิธีการแจงคะแนนสอบของข้อสอบแบบใหม่จะต่างกันไปในแต่ละระดับ ระดับ N1 ถึง N3 จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ วิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) วิชาการอ่าน วิชาการฟัง คะแนนเต็มแต่ละวิชาคือ 60 คะแนน คะแนนเต็มรวมทั้งหมด 180 คะแนน ระดับ N4 และ N5 นั้นจะรวมวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) และวิชาการอ่านเป็นวิชาเดียวกัน โดยมีคะแนนรวม 120 คะแนน และนำไปรวมกับคะแนนของวิชาการฟัง 60 คะแนน คะแนนเต็มรวมทั้งหมด 180 คะแนน ในระดับนี้จะไม่สามารถแยกคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) และวิชาการอ่านได้

     ถัดไปคือ คาบสอบ ด้านซ้ายของตารางที่ 2 จะเห็นว่าคาบสอบในแต่ละระดับจะต่างกัน เช่น N1 และ N2 จะแบ่งเวลาสอบออกเป็น 2 คาบ คือ คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่าน และคาบสอบของวิชาการฟัง สำหรับ N3 N4 N5 นั้น จะแบ่งคาบสอบออกเป็น 3 คาบ คือ คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์) คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่าน และคาบสอบวิชาการฟัง สาเหตุที่ตั้งแต่ระดับ N3 ลงมา ไม่จัดให้วิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่านอยู่ในคาบสอบเดียวกันนั้น อาจเป็นไปได้ว่าโจทย์ในแต่ละส่วนจะเป็นตัวช่วยให้กับส่วนอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่สามารถจัดให้สอบในคาบเดียวกันได้

       ตามที่ได้กล่าวข้างต้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร ขอให้เปรียบเทียบข้อมูลด้านซ้ายกับด้านขวาของตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่ามีความเหลื่อมของคาบสอบและการแสดงคะแนนสอบในแต่ละระดับ ตัวอย่างเช่น ระดับ N3 จะนำคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์) ที่สอบในคาบแรกไปรวมกับคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ไวยากรณ์) ที่สอบในคาบที่สอง จะเป็นคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) ซึ่งมีคะแนนเต็ม 60 คะแนน ส่วนคะแนนของวิชาการอ่านที่สอบในคาบที่สองจะแยกคิดคะแนนออกมาต่างหาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้สอบอาจรู้สึกว่าทำได้ในเวลาสอบ แต่ผลของคะแนนที่สอบได้จริงนั้นอาจไม่ตรงกับความรู้สึก ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรจะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี และแจ้งให้ผู้เรียนทราบไว้ก่อนล่วงหน้า

 

 

3.      จะทราบระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นของตัวเองได้อย่างไรจากการสอบนี้

กรุณาดูตารางที่ 3  ตารางนี้เป็นส่วนหนึ่งของใบแจ้งผลสอบระดับ N4 และ N5 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจะไม่ระบุคะแนนสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่านแยกออกเป็นคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) และคะแนนวิชาการอ่าน แต่ในใบแจ้งผลสอบนี้ นอกจากจะระบุคะแนนสอบในแต่ละวิชาแล้ว ยังมีส่วนข้อมูลอ้างอิงอีกด้วย และข้อมูลนี้จะแสดงระดับโดยคร่าวๆ ว่าผู้สอบทำข้อสอบในส่วนตัวอักษรและคำศัพท์ ส่วนไวยากรณ์ และส่วนการอ่านได้มากน้อยเพียงใด โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ A-C ซึ่งทำให้ผู้สอบทราบว่าตนเองทำข้อสอบภาษาญี่ปุ่นส่วนไหนได้ดี ส่วนไหนทำไม่ค่อยได้

      การวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจลุล่วงได้ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการปรับเปลี่ยนข้อสอบแบบใหม่ กล่าวคือ เป็นการวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อประกอบภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วยการใช้ภาษาญี่ปุ่น เพื่อที่จะวัดความสามารถในการสื่อสาร จะเห็นได้ว่าข้อสอบแบบใหม่จะให้ความสำคัญกับ การอ่าน และ การฟัง มากกว่าข้อสอบแบบเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฟังซึ่งก่อนหน้านี้มีสัดส่วน 100 คะแนนจากคะแนนเต็ม 400 คะแนน แต่ข้อสอบแบบใหม่นี้ การฟังมี 60 คะแนนจากคะแนนเต็ม 180 คะแนน คิดเป็น 1 ใน 3 ของคะแนนรวมเลยทีเดียว ผู้เรียนชาวไทยซึ่งไม่ค่อยถนัด การฟัง คงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควรเลยนะครับ ส่วนเรื่อง ความสามารถในการสื่อสาร นั้น ใน “Can-do List ของข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่จะนำออกเผยแพร่ต่อจากนี้ จะระบุว่าผู้ที่สอบผ่านในแต่ละระดับจะมีความสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นทำอะไรได้บ้าง ซึ่งได้แสดงไว้ในตารางที่ 4 ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวอย่างคำอธิบายทักษะทางภาษานี้ คงจะเป็นแนวทางช่วยให้ผู้สอบเข้าใจผลสอบของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นนะครับ

     นอกจากนี้ ข้อสอบแบบใหม่จะมีการ ปรับเทียบคะแนนสอบด้วย การปรับเทียบคะแนนสอบนี้หมายถึงอะไร ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นเท่ากับ 100 คะแนนในระดับ N1 ของข้อสอบแบบใหม่ ไม่ว่าจะสอบในปีนี้หรือปีที่แล้วหรือแม้กระทั่งในปีต่อไปก็จะได้ 100 คะแนนเหมือนเดิม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าผู้สอบสอบทุกครั้งและนำคะแนนสอบบางครั้งมาเปรียบเทียบกัน จะทราบว่าระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เช่น ผู้ที่สอบได้ 120 คะแนนในครั้งนี้ โดยที่ครั้งก่อนสอบได้ 100 คะแนนในการสอบระดับเดียวกัน จะทราบได้ว่าความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองนั้นได้พัฒนาขึ้นจริง

 

4.      การวัดผล

ข้อสอบแบบเก่าจะวัดผลจากคะแนนรวมทั้งหมด คือ ระดับ 1 คะแนนสอบจะต้องได้ตั้งแต่ 70% เป็นต้นไป ระดับอื่น ๆ นั้นจะต้องได้ตั้งแต่ 60% เป็นต้นไป จึงจะถือว่าสอบผ่าน ถือว่าเป็นเกณฑ์วัดผลที่เรียบง่าย แต่ข้อสอบแบบใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์วัดผลโดยพิจารณา 2 ส่วนประกอบกันคือ คะแนนสอบรวมและคะแนนมาตรฐานในแต่ละวิชา ดังนั้น แม้ว่าคะแนนสอบรวมจะผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนมาตรฐานของวิชานั้นๆ แม้เพียงวิชาเดียวก็ตาม จะถือว่าสอบไม่ผ่าน ไม่ว่าคะแนนสอบรวมจะสูงมากเพียงใด ถ้าวิชา การฟังได้ 0 คะแนนก็จะถือว่าสอบไม่ผ่าน เนื่องจาก ความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจลุล่วงจำเป็นต้องมีความสมดุลย์ในทักษะต่างๆ จึงได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเช่นนี้เอาไว้ สำหรับเกณฑ์วัดผลของคะแนนสอบรวมและคะแนนมาตรฐานในแต่ละวิชานั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไปเมื่อได้กำหนดเป็นที่แน่นอนแล้ว 

 

5.      มีโจทย์แบบใหม่ด้วย

โจทย์ของข้อสอบแบบใหม่จะมีรูปแบบที่คล้ายกับโจทย์ของข้อสอบแบบเก่าเป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีโจทย์รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยออกในข้อสอบแบบเก่ามาก่อนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโจทย์ที่คิดขึ้นมาใหม่เพื่อเป็น การวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง นั่นเอง ท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้จากคู่มือการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ ตั้งแต่หน้า 41 เป็นต้นไป หรือดูจากวารสารข่าวตะวันฉบับที่ 49 ฉบับที่แล้ว ซึ่งได้เขียนอธิบายไว้ เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดเกี่ยวกับโจทย์รูปแบบใหม่ของวิชา การอ่าน และ การฟัง

      เมื่อทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบใหม่ หลายท่านคงสงสัยกันว่า เอ..แล้วข้อสอบจะเปลี่ยนไปยังไง ใช่ไหมครับ การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นนอกจากจะเปลี่ยนจากแบบ 4 ระดับเป็นแบบ 5 ระดับแล้ว ก็ยังมีจุดเปลี่ยนแปลงหลายประการดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ทุกท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอกนะครับ แม้ข้อสอบจะเปลี่ยนแต่ก็ใช่ว่าภาษาญี่ปุ่นจะเปลี่ยนด้วย และแม้ข้อสอบจะเปลี่ยนแต่ก็ใช่ว่าเนื้อหาภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนกันจะเปลี่ยนไปด้วย ข้อสอบแบบใหม่นั้นจะบอกระดับความสามารถของเราได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม และข้อสอบแบบใหม่นี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นของตัวเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผมจึงหวังว่าจากนี้ไปทุกท่านคงจะเรียนภาษาญี่ปุ่นได้อย่างสนุกสนานเหมือนเช่นที่ผ่านมานะครับ

 

 

N1

合格ラインは旧試験1級とほぼ同じレベルだが、旧試験1級よりやや高めのレベルまで測ることができる。

เกณฑ์การสอบผ่านจะเทียบเท่ากับข้อสอบวัดระดับ 1 แบบเก่า

แต่จะสามารถวัดได้ตั้งแต่ระดับ 1 ของข้อสอบแบบเก่าจนถึงระดับที่ค่อนข้างสูงขึ้นไปอีก

N2

旧試験2級とだいたい同じレベル

ระดับเทียบเท่ากับระดับ 2 ของข้อสอบแบบเก่า

N3

旧試験2級と3級のあいだのレベル (新設)

ระดับระหว่างระดับ 2 และระดับ3 ของข้อสอบแบบเก่า (ระดับใหม่)

N4

旧試験3級とだいたい同じレベル

ระดับเทียบเท่ากับระดับ 3 ของข้อสอบแบบเก่า

N5

旧試験4級とだいたい同じレベル

ระดับเทียบเท่ากับระดับ 4 ของข้อสอบแบบเก่า


-1 新試験と旧試験のレベルの関係  

ตารางที่ 1  แสดงความสัมพันธ์ของระดับระหว่างข้อสอบแบบใหม่กับแบบเก่า

レベル

ระดับ

試験時間の分け方

การแบ่งคาบสอบ

 

得点区分

สัดส่วนคะแนนสอบ

得点คะแนนสอบ

N1

N2

言語知識(文字・語彙・文法)

ความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร +คำศัพท์+ไวยากรณ์)

 

・読解การอ่าน

言語知識

ความรู้ตัวภาษา

 

0~60

読解 การอ่าน

0~60

聴解 การฟัง

聴解 การฟัง

0~60

N3

言語知識(文字・語彙)

ความรู้ตัวภาษา(ตัวอักษร+คำศัพท์)

言語知識

ความรู้ตัวภาษา

0~60

言語知識(文法)      ・読解การอ่าน

ความรู้ตัวภาษา(ไวยากรณ์)

読解การอ่าน

0~60

聴解การฟัง

聴解การฟัง

0~60

N4

N5

言語知識(文字・語彙)

ความรู้ตัวภาษา(ตัวอักษร+คำศัพท์)

言語知識・読解

ความรู้ตัวภาษากับการอ่าน

0~120

言語知識(文法)・読解

ความรู้ตัวภาษา(ไวยากรณ์) กับการอ่าน

聴解 การฟัง

聴解การฟัง

0~60

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-2 試験時間の分け方と得点の関係

ตารางที่ 2  ความสัมพันธ์การแบ่งคาบสอบและคะแนนสอบ

 

 

 

 

@     得点区分別得点

คะแนนสอบแบ่งตามสัดส่วน

A総合得点

คะแนนสอบรวม

言語知識・読解

ความรู้ตัวภาษากับการอ่าน

聴解การฟัง

80

40

120

 

B参考情報รายละเอียด

文字・語彙

ตัวอักษร+คำศัพท์

文法

ไวยากรณ์

読解

การอ่าน

A

C

B

A67%以上  ตั้งแต่ 67 % เป็นต้นไป

B34%以上67%未満 ตั้งแต่ 34 % เป็นต้นไป แต่ไม่ถึง 67

C34%未満 ไม่ถึง 34 %

 

 

-3 試験結果の通知例

ตารางที่ 3  ตัวอย่างใบแจ้งผลสอบ                                             

 

 

聞く

การฟัง

学校や職場、公共の場所でのアナウンスを聞いて、大まかな内容が理解できる。         ฟังการประกาศในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในสถานที่สาธารณะ แล้วเข้าใจเนื้อหาคร่าวๆได้

話す

การพูด

アルバイトや仕事の面接などで、希望や経験を詳しく述べることができる。

สามารถบอกความประสงค์และประสบการณ์ในตอนสัมภาษณ์งานพิเศษหรืองานได้อย่างละเอียด

読む

การอ่าน

関心のある話題に関する新聞や雑誌の記事を読んで、内容が理解できる。

อ่านบทความในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเกี่ยวกับหัวข้อที่สนใจแล้วสามารถเข้าใจเนื้อหาได้

書く

การเขียน

感謝や謝罪、感情を伝える手紙やメールが書ける。

สามารถเขียนจดหมายหรืออีเมลเพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณหรือขอโทษได้

-4 日本語能力試験Can-doリスト(仮称)の記述例

ตารางที่ 4 ตัวอย่างรายละเอียดของ Can-do List (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ) ของข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น