เข้าใจ “การสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่” ในเวลา 30 นาที
เมื่อวันที่ 6
ธันวาคมปีที่ผ่านมา
ได้มีการจัดสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นขึ้นเป็นครั้งที่ 27 ประเทศไทยมีผู้เข้าสอบจำนวน 16,747 คน
นับว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เข้าสอบมากเป็นอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว
ผมจึงคิดว่าคงจะมีผู้อ่านตะวันหลายท่านได้เข้าสอบด้วยเช่นกัน มีการพูดคุยกันว่าในข้อสอบวัดระดับ 1 ข้อสอบข้อสุดท้ายของวิชาการฟังมีการนำเอาอะนิเมะญี่ปุ่นที่พากย์เสียงแบบละครวิทยุมาเป็นโจทย์ด้วย
การจัดสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นได้จัดสอบมาเป็นเวลา 26 ปีแล้ว
โดยแบ่งออกเป็นระดับ 1 ถึงระดับ 4 และครั้งที่ 27
นี้ได้จัดสอบในรูปแบบเดิมเป็นครั้งสุดท้าย
ในปีนี้
การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นจะจัดขึ้น 2 ครั้ง คือเดือนกรกฎาคม(จัดสอบเฉพาะกรุงเทพฯ
และเชียงใหม่) และเดือนธันวาคม เรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบครั้งใหญ่นั้น
ผมคิดว่าคงจะมีผู้ที่ทราบข่าวแล้วเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามทาง Center for
Japanese-Language Testing เจแปนฟาวน์เดชั่นฯ ได้จัดทำ“คู่มือการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่” และ “ตัวอย่างข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่” ขึ้นเผยแพร่ทางเว็บไซต์http://www.jlpt.jp/j/about/new-jlpt.html
ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นทั่วโลกได้เข้าใจวิธีการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ
ยังได้นำเสนอรายละเอียดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ในวารสารข่าวตะวัน
ฉบับที่ 49 ประจำเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่เมื่อวันสอบใกล้เข้ามา
ผมคิดว่าคงมีคนเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาบ้างว่า “แล้วต่างกันอย่างไร” “จะเตรียมตัวสอบอย่างไรดี” ดังนั้น
ในครั้งนี้ผมจึงขออธิบายเฉพาะประเด็นที่มีการปรับเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ
เพื่อให้นักเรียนและครูผู้สอนเข้าใจได้ง่ายขึ้น
1.
สอบระดับไหนดี
ข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่
(ต่อไปจะเรียกว่า “ข้อสอบแบบใหม่”)
จะเปลี่ยนวิธีการเรียกใหม่ว่า N1-N5 แทนการเรียกระดับ 1-ระดับ 4
ที่ผ่านมาเป็นระบบการสอบแบบ 4 ระดับ แต่จากนี้เป็นต้นไปจะเป็นระบบการสอบแบบ 5
ระดับ นอกจากนี้ยังมี “เกณฑ์มาตรฐาน” เพิ่มขึ้นมาด้วย ขณะที่ในข้อสอบที่ผ่านมา
(ต่อไปจะเรียกว่า “ข้อสอบแบบเก่า”)
มีการกำหนดรายละเอียดไว้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระดับ 1 ควรต้องมีความรู้ระดับสูง “ด้านไวยากรณ์ คันจิ
(ประมาณ 2,000 ตัว) คำศัพท์
(ประมาณ 10,000 คำ)
และมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในทักษะรวมที่จำเป็นในการใช้ดำรงชีวิตในสังคม
(มีชั่วโมงเรียนภาษาญี่ปุ่นประมาณ 900 ชั่วโมง)
แต่ในข้อสอบแบบใหม่จะมีเกณฑ์มาตรฐานที่นำเสนอในรูปทักษะ “การอ่าน” “การเขียน” หากเปรียบเทียบกับข้อสอบแบบเก่าแล้ว
คำอธิบายค่อนข้างเป็นนามธรรม
จึงทำให้เข้าใจยากและไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวสอบอย่างไรดี ดังนั้น
ในการตัดสินใจเลือกระดับสอบ ให้มองว่าระดับ 4 ของข้อสอบแบบเก่าเท่ากับระดับ N5 ระดับ 3 เท่ากับระดับ N4 ระดับที่อยู่ระหว่างระดับ
3 กับระดับ 2 คือระดับ N3 ระดับ 2 เท่ากับระดับ N2 และระดับ 1 เท่ากับระดับ N1 ดังที่แสดงไว้ในตารางที่
1 ก็อาจจะได้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกอย่างคือ จะไม่มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ “หนังสือเกณฑ์การออกข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น” และ “หนังสือรวมข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นพร้อมเฉลย” เหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าเกณฑ์การแบ่งระดับของข้อสอบแบบใหม่นั้นไม่ได้แตกต่างไปจากเกณฑ์เดิมมากนัก
ท่านก็สามารถใช้หนังสือหรือตำราที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้านี้เป็นแนวทางอ้างอิงในการเตรียมตัวสอบข้อสอบแบบใหม่ก็คงจะได้นะครับ
ยกเว้นระดับ N1
เท่านั้น ที่แม้จะมีเกณฑ์การสอบผ่านที่เกือบจะไม่แตกต่างจากระดับ
1 ของข้อสอบแบบเก่าเท่าใดนัก แต่ระดับ N1 นี้จะวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับสูงมากกว่าระดับ
1 ของข้อสอบแบบเก่า กล่าวคือ ผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มของระดับ N1 จะมีระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นสูงกว่าผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มของระดับ
1 ของข้อสอบแบบเก่าอยู่เล็กน้อย
2.
ต้องระวังเรื่องวิชาสอบและคาบสอบ
ข้อสอบแบบเก่าจะแบ่งเนื้อหาการสอบออกเป็น 3
ส่วนคือ วิชาตัวอักษรและคำศัพท์ วิชาการฟัง วิชาการอ่านและไวยากรณ์ การสอบทั้ง 3
วิชานี้จะแบ่งคาบสอบแยกกัน
คะแนนสอบก็จะแยกตามแต่ละวิชาซึ่งทำให้เข้าใจได้ง่ายว่าในแต่ละวิชาได้คะแนนเท่าไร
ส่วนข้อสอบแบบใหม่นั้น
การกำหนดส่วนวิชาและคาบเวลาที่ใช้สอบจริงรวมทั้งการระบุคะแนนสอบค่อนข้างจะเข้าใจยาก
จึงจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวัง ตามด้านขวาของตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าวิธีการแจงคะแนนสอบของข้อสอบแบบใหม่จะต่างกันไปในแต่ละระดับ
ระดับ N1 ถึง N3 จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
วิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์)
วิชาการอ่าน วิชาการฟัง คะแนนเต็มแต่ละวิชาคือ 60 คะแนน
คะแนนเต็มรวมทั้งหมด 180 คะแนน ระดับ N4 และ N5 นั้นจะรวมวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ +
ไวยากรณ์) และวิชาการอ่านเป็นวิชาเดียวกัน
โดยมีคะแนนรวม 120 คะแนน และนำไปรวมกับคะแนนของวิชาการฟัง 60 คะแนน
คะแนนเต็มรวมทั้งหมด 180 คะแนน
ในระดับนี้จะไม่สามารถแยกคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ +
ไวยากรณ์) และวิชาการอ่านได้
ถัดไปคือ คาบสอบ
ด้านซ้ายของตารางที่ 2 จะเห็นว่าคาบสอบในแต่ละระดับจะต่างกัน เช่น N1 และ N2 จะแบ่งเวลาสอบออกเป็น
2 คาบ คือ คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์)
กับวิชาการอ่าน และคาบสอบของวิชาการฟัง สำหรับ
N3 N4
N5 นั้น
จะแบ่งคาบสอบออกเป็น 3 คาบ คือ คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์)
คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่าน และคาบสอบวิชาการฟัง
สาเหตุที่ตั้งแต่ระดับ N3 ลงมา ไม่จัดให้วิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์
+ ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่านอยู่ในคาบสอบเดียวกันนั้น
อาจเป็นไปได้ว่าโจทย์ในแต่ละส่วนจะเป็นตัวช่วยให้กับส่วนอื่นๆ ดังนั้น
จึงไม่สามารถจัดให้สอบในคาบเดียวกันได้
ตามที่ได้กล่าวข้างต้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร
ขอให้เปรียบเทียบข้อมูลด้านซ้ายกับด้านขวาของตารางที่ 2
จะเห็นได้ว่ามีความเหลื่อมของคาบสอบและการแสดงคะแนนสอบในแต่ละระดับ ตัวอย่างเช่น
ระดับ N3
จะนำคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา
(ตัวอักษร + คำศัพท์)
ที่สอบในคาบแรกไปรวมกับคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ไวยากรณ์) ที่สอบในคาบที่สอง จะเป็นคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา
(ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) ซึ่งมีคะแนนเต็ม
60 คะแนน ส่วนคะแนนของวิชาการอ่านที่สอบในคาบที่สองจะแยกคิดคะแนนออกมาต่างหาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้สอบอาจรู้สึกว่าทำได้ในเวลาสอบ
แต่ผลของคะแนนที่สอบได้จริงนั้นอาจไม่ตรงกับความรู้สึก ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรจะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี
และแจ้งให้ผู้เรียนทราบไว้ก่อนล่วงหน้า
3.
จะทราบระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นของตัวเองได้อย่างไรจากการสอบนี้
กรุณาดูตารางที่ 3 ตารางนี้เป็นส่วนหนึ่งของใบแจ้งผลสอบระดับ N4 และ N5 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจะไม่ระบุคะแนนสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา
(ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์)
กับวิชาการอ่านแยกออกเป็นคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ +
ไวยากรณ์) และคะแนนวิชาการอ่าน
แต่ในใบแจ้งผลสอบนี้ นอกจากจะระบุคะแนนสอบในแต่ละวิชาแล้ว
ยังมีส่วนข้อมูลอ้างอิงอีกด้วย และข้อมูลนี้จะแสดงระดับโดยคร่าวๆ
ว่าผู้สอบทำข้อสอบในส่วนตัวอักษรและคำศัพท์ ส่วนไวยากรณ์
และส่วนการอ่านได้มากน้อยเพียงใด โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ A-C ซึ่งทำให้ผู้สอบทราบว่าตนเองทำข้อสอบภาษาญี่ปุ่นส่วนไหนได้ดี
ส่วนไหนทำไม่ค่อยได้
“การวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจลุล่วง” ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการปรับเปลี่ยนข้อสอบแบบใหม่
กล่าวคือ เป็นการวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อประกอบภารกิจต่างๆ
ในชีวิตประจำวันด้วยการใช้ภาษาญี่ปุ่น เพื่อที่จะวัดความสามารถในการสื่อสาร
จะเห็นได้ว่าข้อสอบแบบใหม่จะให้ความสำคัญกับ “การอ่าน” และ ”การฟัง” มากกว่าข้อสอบแบบเก่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การฟัง” ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัดส่วน
100 คะแนนจากคะแนนเต็ม 400 คะแนน แต่ข้อสอบแบบใหม่นี้ “การฟัง” มี 60
คะแนนจากคะแนนเต็ม 180 คะแนน คิดเป็น 1 ใน 3 ของคะแนนรวมเลยทีเดียว
ผู้เรียนชาวไทยซึ่งไม่ค่อยถนัด “การฟัง” คงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควรเลยนะครับ ส่วนเรื่อง “ความสามารถในการสื่อสาร” นั้น ใน “Can-do List ของข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น” ที่จะนำออกเผยแพร่ต่อจากนี้
จะระบุว่าผู้ที่สอบผ่านในแต่ละระดับจะมีความสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นทำอะไรได้บ้าง
ซึ่งได้แสดงไว้ในตารางที่ 4
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวอย่างคำอธิบายทักษะทางภาษานี้
คงจะเป็นแนวทางช่วยให้ผู้สอบเข้าใจผลสอบของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นนะครับ
นอกจากนี้
ข้อสอบแบบใหม่จะมีการ “ปรับเทียบคะแนนสอบ” ด้วย
การปรับเทียบคะแนนสอบนี้หมายถึงอะไร ตัวอย่างเช่น
ผู้ที่มีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นเท่ากับ 100 คะแนนในระดับ N1 ของข้อสอบแบบใหม่
ไม่ว่าจะสอบในปีนี้หรือปีที่แล้วหรือแม้กระทั่งในปีต่อไปก็จะได้ 100
คะแนนเหมือนเดิม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ถ้าผู้สอบสอบทุกครั้งและนำคะแนนสอบบางครั้งมาเปรียบเทียบกัน
จะทราบว่าระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เช่น
ผู้ที่สอบได้ 120 คะแนนในครั้งนี้ โดยที่ครั้งก่อนสอบได้ 100
คะแนนในการสอบระดับเดียวกัน
จะทราบได้ว่าความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองนั้นได้พัฒนาขึ้นจริง
4.
การวัดผล
ข้อสอบแบบเก่าจะวัดผลจากคะแนนรวมทั้งหมด
คือ ระดับ 1 คะแนนสอบจะต้องได้ตั้งแต่ 70% เป็นต้นไป ระดับอื่น ๆ
นั้นจะต้องได้ตั้งแต่ 60% เป็นต้นไป จึงจะถือว่าสอบผ่าน
ถือว่าเป็นเกณฑ์วัดผลที่เรียบง่าย
แต่ข้อสอบแบบใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์วัดผลโดยพิจารณา 2 ส่วนประกอบกันคือ
คะแนนสอบรวมและคะแนนมาตรฐานในแต่ละวิชา ดังนั้น
แม้ว่าคะแนนสอบรวมจะผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
แต่ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนมาตรฐานของวิชานั้นๆ
แม้เพียงวิชาเดียวก็ตาม จะถือว่าสอบไม่ผ่าน ไม่ว่าคะแนนสอบรวมจะสูงมากเพียงใด
ถ้าวิชา “การฟัง” ได้ 0
คะแนนก็จะถือว่าสอบไม่ผ่าน เนื่องจาก “ความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจลุล่วง” จำเป็นต้องมีความสมดุลย์ในทักษะต่างๆ
จึงได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเช่นนี้เอาไว้
สำหรับเกณฑ์วัดผลของคะแนนสอบรวมและคะแนนมาตรฐานในแต่ละวิชานั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไปเมื่อได้กำหนดเป็นที่แน่นอนแล้ว
5.
มีโจทย์แบบใหม่ด้วย
โจทย์ของข้อสอบแบบใหม่จะมีรูปแบบที่คล้ายกับโจทย์ของข้อสอบแบบเก่าเป็นส่วนใหญ่
แต่จะมีโจทย์รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยออกในข้อสอบแบบเก่ามาก่อนด้วย
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโจทย์ที่คิดขึ้นมาใหม่เพื่อเป็น “การวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง” นั่นเอง
ท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้จากคู่มือการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่
ตั้งแต่หน้า 41 เป็นต้นไป หรือดูจากวารสารข่าวตะวันฉบับที่ 49 ฉบับที่แล้ว
ซึ่งได้เขียนอธิบายไว้ เช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดเกี่ยวกับโจทย์รูปแบบใหม่ของวิชา “การอ่าน” และ “การฟัง”
เมื่อทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบใหม่ หลายท่านคงสงสัยกันว่า “เอ..แล้วข้อสอบจะเปลี่ยนไปยังไง” ใช่ไหมครับ
การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นนอกจากจะเปลี่ยนจากแบบ 4 ระดับเป็นแบบ 5 ระดับแล้ว
ก็ยังมีจุดเปลี่ยนแปลงหลายประการดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ทุกท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอกนะครับ
แม้ข้อสอบจะเปลี่ยนแต่ก็ใช่ว่าภาษาญี่ปุ่นจะเปลี่ยนด้วย
และแม้ข้อสอบจะเปลี่ยนแต่ก็ใช่ว่าเนื้อหาภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนกันจะเปลี่ยนไปด้วย
ข้อสอบแบบใหม่นั้นจะบอกระดับความสามารถของเราได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม
และข้อสอบแบบใหม่นี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นของตัวเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ผมจึงหวังว่าจากนี้ไปทุกท่านคงจะเรียนภาษาญี่ปุ่นได้อย่างสนุกสนานเหมือนเช่นที่ผ่านมานะครับ
|
N1 |
合格ラインは旧試験1級とほぼ同じレベルだが、旧試験1級よりやや高めのレベルまで測ることができる。 เกณฑ์การสอบผ่านจะเทียบเท่ากับข้อสอบวัดระดับ
1 แบบเก่า แต่จะสามารถวัดได้ตั้งแต่ระดับ
1 ของข้อสอบแบบเก่าจนถึงระดับที่ค่อนข้างสูงขึ้นไปอีก |
|
N2 |
旧試験2級とだいたい同じレベル ระดับเทียบเท่ากับระดับ
2 ของข้อสอบแบบเก่า |
|
N3 |
旧試験2級と3級のあいだのレベル (新設) ระดับระหว่างระดับ
2 และระดับ3 ของข้อสอบแบบเก่า (ระดับใหม่) |
|
N4 |
旧試験3級とだいたい同じレベル ระดับเทียบเท่ากับระดับ
3 ของข้อสอบแบบเก่า |
|
N5 |
旧試験4級とだいたい同じレベル ระดับเทียบเท่ากับระดับ
4 ของข้อสอบแบบเก่า |
図-1 新試験と旧試験のレベルの関係
ตารางที่ 1
แสดงความสัมพันธ์ของระดับระหว่างข้อสอบแบบใหม่กับแบบเก่า
|
レベル ระดับ |
試験時間の分け方 การแบ่งคาบสอบ |
|
得点区分 สัดส่วนคะแนนสอบ |
得点คะแนนสอบ |
|
N1 N2 |
言語知識(文字・語彙・文法) ความรู้ตัวภาษา
(ตัวอักษร +คำศัพท์+ไวยากรณ์) ・読解การอ่าน |
言語知識 ความรู้ตัวภาษา |
0~60 |
|
|
読解
การอ่าน |
0~60 |
|||
|
聴解 การฟัง |
聴解 การฟัง |
0~60 |
||
|
N3 |
言語知識(文字・語彙) ความรู้ตัวภาษา(ตัวอักษร+คำศัพท์) |
言語知識 ความรู้ตัวภาษา |
0~60 |
|
|
言語知識(文法) ・読解การอ่าน ความรู้ตัวภาษา(ไวยากรณ์) |
読解การอ่าน |
0~60 |
||
|
聴解การฟัง |
聴解การฟัง |
0~60 |
||
|
N4 N5 |
言語知識(文字・語彙) ความรู้ตัวภาษา(ตัวอักษร+คำศัพท์) |
言語知識・読解 ความรู้ตัวภาษากับการอ่าน |
0~120 |
|
|
言語知識(文法)・読解 ความรู้ตัวภาษา(ไวยากรณ์)
กับการอ่าน |
||||
|
聴解 การฟัง |
聴解การฟัง |
0~60 |
図-2 試験時間の分け方と得点の関係
ตารางที่
2
ความสัมพันธ์การแบ่งคาบสอบและคะแนนสอบ
|
@ 得点区分別得点 คะแนนสอบแบ่งตามสัดส่วน |
A総合得点 คะแนนสอบรวม |
|
|
言語知識・読解 ความรู้ตัวภาษากับการอ่าน |
聴解การฟัง |
|
|
80 |
|
120 |
![]()
|
B参考情報รายละเอียด |
||
|
文字・語彙 ตัวอักษร+คำศัพท์ |
文法 ไวยากรณ์ |
読解 การอ่าน |
|
A |
C |
B |
A:67%以上 ตั้งแต่ 67 % เป็นต้นไป
B:34%以上67%未満 ตั้งแต่ 34 % เป็นต้นไป แต่ไม่ถึง 67
C:34%未満 ไม่ถึง 34 %
図-3 試験結果の通知例
ตารางที่ 3 ตัวอย่างใบแจ้งผลสอบ
|
聞く การฟัง |
学校や職場、公共の場所でのアナウンスを聞いて、大まかな内容が理解できる。
ฟังการประกาศในโรงเรียน
ในที่ทำงาน ในสถานที่สาธารณะ แล้วเข้าใจเนื้อหาคร่าวๆได้ |
|
話す การพูด |
アルバイトや仕事の面接などで、希望や経験を詳しく述べることができる。 สามารถบอกความประสงค์และประสบการณ์ในตอนสัมภาษณ์งานพิเศษหรืองานได้อย่างละเอียด |
|
読む การอ่าน |
関心のある話題に関する新聞や雑誌の記事を読んで、内容が理解できる。 อ่านบทความในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเกี่ยวกับหัวข้อที่สนใจแล้วสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ |
|
書く การเขียน |
感謝や謝罪、感情を伝える手紙やメールが書ける。 สามารถเขียนจดหมายหรืออีเมลเพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณหรือขอโทษได้ |
図-4 日本語能力試験Can-doリスト(仮称)の記述例
ตารางที่ 4 ตัวอย่างรายละเอียดของ Can-do List (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ)
ของข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น